ความในใจ ของฝ่ายไอที

posted on 08 Jul 2011 16:33 by xenonslayer
พักนี้ ไม่รู้เป็นอะไร เหมือนจะมีก้อนเล็กๆ อยู่ในใจ
 
ก้อนที่เรียกว่า "ความน้อยเนื้อต่ำใจ" กับอะไรบางอย่าง
 
หลายวันมาแล้ว ได้อ่านกระทู้จากเว็บบอร์ดนึง มีคนแสดงความคิดเห็นขึ้นมา เกี่ยวกับการทำงานของฝ่าย IT ในบริษัทตน
 
หลายความเห็นบอก ฝ่ายนี้ ดีเนาะ ว่าง เห็นทีไร นั่งเล่นเน็ตทุกที
 
บ้างก็ว่า จะบล็อกอะไรนักหนา กะอีแค่เน็ตเนี่ย ทีตัวเองอ่ะ ออกได้หมด โหลดนู่นโหลดนี่ สารพัด
 
ฯลฯ
 
เห็นอย่างนี้ มันน่าน้อยใจไหม
 
ที่เห็นว่าว่างน่ะ ยอมรับครับ ว่าว่างจริงๆ บางวันก็ว่าง จนไม่รู้จะทำอะไร นั่งเปิดเน็ต อัพเดตข้อมูล ดูอะไรไปเรื่อย ตามเรื่องตามราว
 
บอกตรงๆ นะครับ ไม่ใช่ไม่อยากทำงาน แต่อยากให้รู้ว่า ถ้าเรามีงานเข้ามา นั่นหมายถึง ระบบมีปัญหา หรือ เครื่องของ user ใช้งานไม่ได้
 
และผลที่ตามมาคือ user ทำงานไม่ได้ ออกเอกสาร นู่นนี่นั่นไม่ได้ ลักษณะประมาณง่อยกินกันเลยทีเดียว
 
สุดท้าย เป็นแพะรับเหมา ก็จะใคร ฝ่าย IT น่ะแหละ
 
กดดันกันเข้าไป วันนี้ต้องใช้ได้นะ ไม่งั้นทำงานไม่ทัน บางทีถึงขนาดที่ฝ่ายบริหารลงมากดดันกันเลยทีเดียว ถ้าผู้ใหญ่มีเหตุผลพอ ก็รอดตัวไป
 
ทั้งๆ ที่บางที มันไม่ใช่ความผิดเรา
 
บางคนอาจจะบอกว่า เอ๊ะ แล้วทำไมไม่เตรียมระบบสำรอง เวลามีปัญหาจะได้ใช้งานทดแทนกันได้
 
หึๆๆ อยากจะหัวเราะเป็นภาษามายัน
 
พวกกุเคยเสนอไปแล้วโว้ยย แล้วใครฟระ บอกว่าไม่จำเป็นบ้าง งบไม่มีบ้าง แพงบ้าง สารพัด
 
มาเห็นความสำคัญตอนที่ไม่มีนี่แหละ แสรดด
 
 
ประเด็นต่อมา ที่เห็นบ่นกันเหลือเกิน คือ
 
"เน็ตอ่ะ จะหวงไปไหน บล็อกอะไรนักหนา"
 
ตรงนี้ขอบอกสั้นๆ ง่ายๆ
 
"ผู้บริหารสั่งมา"
 
จบไหม?
 
คือเข้าใจนะ ว่าอยากเล่นบ้างอะไรบ้าง ไอ้เราก็อยากจะปล่อยให้เล่นอยู่
 
แต่ ต้องเข้าใจว่า อินเตอร์เน็ตของบริษัท มันก็เหมือนถนนเส้นใหญ่สู่โลกภายนอก ซึ่งไอ้ถนนเส้นนี้น่ะ มันก็มีขนาดที่จำกัด ถ้าปล่อยให้ user ทุกคน (ที่เหมือนกับรถคันนึง) วิ่งใช้งานบนถนนนี้ได้อย่างอิสระ และเต็มที่ได้ทุกคน จะเกิดอะไรขึ้น
 
นึกสภาพรถติดๆ ตอนเช้าใน กทม. หรือตอนเย็นบริเวณ ถ.สาทรใต้ ก็ได้
 
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วอายุเต่า ถึงจะผ่านไปได้
 
แล้วลองนึกสภาพดู ว่าถ้าเกิดมันมี user สักคนทะลึ่งใช้รถ 18 ล้อมาวิ่งบนถนนนี้ล่ะ แ้ล้วอี 18 ล้อนี่้ก็ดันขับปาดไปมา คร่อมเลนไปซะ 2 เลนอีกตะหาก
 
คันอื่นจะแซงมันก็แซงไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้มันไปก่อน
 
อินเตอร์เน็ตของบริษัทก็เหมือนกัน
 
ถ้าปล่อยให้ใช้งานอย่างอิสระแล้ว วันดีคืนดี ใครมันอยากจะโหลดคลิป MV เกาหลีมาดูซักคลิปสองคลิปก็โหลด ผลที่ตามมา คือเน็ตช้าทันที เพราะใช้งานแบนด์วิธด์ไปกับการโหลดไฟล์
 
ถึงจะบอกว่าไฟล์มันไม่ใหญ่ ไม่กี่สิบเม็กเอง ขอโหลดแป๊ปเดียวน่า
 
ถามว่ามันจำเป็นไหมครับ ถ้าจะเอาทรัพยากรของบริษัท ไปใช้กับเรื่องที่ไม่จำเป็น
 
ถ้ามันจำเป็นต้องใช้งานจริงๆ ขอมาสิครับ เปิดให้ได้ ให้หัวหน้างาน หรือผู้บังคับบัญชาเซ็น Memo มาก็ได้แล้ว (ที่อื่นไม่รู้เป็นไงนะ แต่ บริษัทผมทำแบบนี้)
 
เพราะสุดท้าย อำนาจสั่งการก็มาจากฝ่ายบริหารนั่นแหละครับ ถ้าเค้าเห็นว่าจำเป็นต้องใช้ เค้าก็ให้ใช้เองแหละ
 
 
และขอบอกนะครับ อยู่ฝ่ายไอที ไม่ได้สบายอย่างที่หลายๆ คนคิด โดยเฉพาะในบริษัทที่ไม่ได้เป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับงานไอที
 
ลูกคนใช้ดีๆ นี่เองแหละ
 
ขออะไรไป ไม่เคยได้ ของบไปที ตัดแล้วตัดอีก เพราะเป็นฝ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้?
 
ดูฝ่ายอื่นสิ การตลาดงี้ เซลงี้ มีไปเที่ยวประจำปี มีไปต่างประเทศ
 
ไม่ได้จะเรียกร้องให้ไ้ด้อย่างคนอื่นเขานะครับ เราคิดว่าเราอยู่แบบนี้ ก็มีความสุขดีแ้ล้ว
 
แค่ขอให้เข้าใจกันบ้าง
 
ทำงานฝ่ายนี้น่ะ "ทำดีเสมอตัว พลาดมาก็โดนยับ"
 
 
บ่นบ้าบ้ออะไรก็ไม่รู้เนาะ เอนทรีนี้
เดือนนี้ หยุดยาวมีตั้งสองหน จะไปเที่ยวครั้งเดียว ก็กะไรอยู่ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว สนองนโยบายรัฐ ตามประสาประชาชนที่ดี
 
คราวนี้ ไม่ได้ลาพักร้อน เนื่องจากลาไปแล้วสองวัน เมื่อทริปที่แล้ว ถ้าลาอีก มีหวัง นายคงบอกว่า เอ็งมาลาออกเหอะ (เรื่องอะไร เนาะ ต้องอยู่กันไปอีกนาน ฮ่าๆ)
เลยต้องวางแผนไปตั้งแต่วันศุกร์ ตอนหลังเลิกงาน ได้รถเที่ยว 22.00 น. ซึ่งจะถึงเชียงใหม่เวลา 12.45 น. จะได้ไม่ต้องตาลีตาเหลือก มาจากที่ทำงานแล้วมาขึ้นรถ มันเหนื่อย แล้วก็ไม่ใช่นิสัยเรา ที่เวลาจะไปเที่ยว ค่อนข้างจะชิวโกะ ไม่รีบ ถ้าไม่มีใครรอ
 
แล้ววันเดินทาง ก็มาถึง มาถึงห้้อง เก็บเสื้อผ้า ข้าวของ เครื่องใช้จำเป็นในการบันเิทิง (โน๊ตบุ๊คน่ะแหละ) เก็บของ เสร็จ ทำอะไรเสร็จ ตอนสองทุ่ม ก็ออกจากห้องไปหัวลำโพง จริงๆ ออกสามทุ่มก็ยังได้เลย เพราะอยู่ใกล้ แต่ด้วยสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง เลยออกมาก่อน
 
ไปถึงหัวลำโพง นั่งกินอะไรรอรถที่แบล็กแคนยอน ซึ่งเป็นที่ๆ ชอบนั่งมาก พนักงานน่ารัก สั่งกาแฟแก้วเดียว ถ้าไม่มีคน จะนั่งรอจนเค้าประกาศให้ขึ้นรถ
 
นั่งไปได้ไม่นาน สิ่งที่คิดเอาไว้ ก็เป็นจริง ตอนสามทุ่มกว่าๆ เมื่อเสียงฟ้าร้องดังขึ้นมา ตามด้วยฝน ที่เทลงมาอย่างรุนแรง ในใจคิด นี่ถ้าออกมาช้า มีหวัง ลุยฝนแน่ๆ เพราะป้ายรถเมล์ที่ลง มันต้องข้ามถนนเข้ามาที่ตัวสถานี
 
อีกอย่างนึง ที่คิดคือ คราวนี้ สงสัยรถจะล่าช้าอีกแน่ๆ ฝนตกแบบนี้ ทัศนวิสัยไม่ดี เอาเครื่องขึ้นไม่ได้? ไม่ใช่แระ
 
แต่ผิดคาด ตอนใกล้สี่ทุ่ม มีประกาศให้ไปขึ้นรถ ที่ชานชลาหมายเลขเก้า พอได้ยินเสียงประกาศ ภาพเดิมจากเอนทรีก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้ง เลยตั้งใจฟัง ว่าท้ายประกาศ จะมีบอกว่าขบวนนี้ ล่าช้าอีกรึเปล่า?
 
ปรากฏว่า ไม่ครับ ดีใจมาก รีบเดินไปขึ้นรถ คราวนี้ ไม่ต้องเดินไกล เนื่องจากได้ที่นั่งท้ายขบวน
 
ขึ้นไปบนรถ พนักงานปูเตียงให้เรียบร้อย เนื่องจากเป็นรถเที่ยวดึก
 
มาว่ากันถึงสภาพที่นอนกันดีกว่า
 
- ความยาวของเตียงที่นอน พอดีกับตัวเป๊ะ ถ้าคิดจะยืดตัวนี่ ทำไม่ได้เลย
- หมอน นิ่มมากเหมือนไม่ได้หนุนอะไรเลย ต้องอาศัยเอาเป้ มารอง แล้วเอาหมอนวาง
- ผ้าห่ม บางไป สำหรับผมอ่ะ คือมันบางประมาณผ้าเช็ดตัว ซึ่งสำหรับคนที่นอนใกล้ช่องแอร์แล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับเอาฟิล์มถนอมอาหารมาห่ม แต่สำหรับคนทั่วไป ถือว่าใช้ได้เลยล่ะครับ
 
และแล้วก็ถึงเวลาเข้านอน (จะไม่นอนก็ไม่ได้ ไม่รู้จะไปไหน)
 
ตื่นอีกที่ตอนตีสี่ หาเสื้อกันหนาวใส่ ไม่ไหวแล้ว หนาวมาก แล้วก็นอนต่อไป จนมาตื่นเมื่อได้กลิ่นกาแฟหอมๆ และเริ่มมีผู้โดยสารลงกันไปบ้างแล้ว พนักงานเก็บเตียงเรียบร้อย เราก็นั่งรอข้าวเช้า นั่งกินไป ดูวิวไป ขอบอกว่า
 
"สุข ของโครตสุข" ครับ
 
อากาศยามเช้า กับใบไม้เขียวๆ มองแล้วสบายตามาก
 
ถึงสถานีเด่นชัย จังหวัดแพร่ คนลงไปกันเกือบหมด เหลือไม่กี่คน เราก็นั่งดูหนัง ฟังเพลงในโน๊ตบุคไป จนแบตจะหมด ต้องหาที่ชาร์จ ปรากฏว่า มีอยู่ตรงกลางขบวน และที่สำคัญ ตรงนั้น ไม่มีคนนั่งครับ ว่าแ้ล้ว ไวเท่าความคิด ย้ายไปนั่งทันที ขอพนักงานเอาโต๊ะกลางสำหรับไว้ทานข้าว ไปวางด้วย
 
ทีนี้ก็ยาวละครับ เสียบปลั๊กฟังเพลง ดูหนังบ้าง สลับกับมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง
 
เพลิน จนถึงเชียงใหม่
 
ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่สถานีเชียงใหม่ มองนาฬิกา แล้วก็แปลกใจ นี่มันตรงเวลาเลยนะเนี่ย สุดยอด!
 
คิดว่า สาเหตุที่ตรงเวลาได้ขนาดนี้ เพราะว่าขบวนรถแทบไม่มีปัญหาอะไรเลย จะจอดก็แค่สับหลีกให้อีกขบวนผ่านไป
 
ถึงเชียงใหม่ โดยสวัสดิภาพ แต่ของบอกว่า ไม่ประทับใจอย่างนึง เรื่องเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีป้ายบริการแท๊กซี่อยู่ พอเราไปถาม จะขึ้นแท๊กซี่ ดันชี้บอกว่าให้ไปติดต่อเอาข้างนอก
 
ข้างนอกไหนวะ กุเห็นมีแต่รถแดงอินดี้ กับตุ๊กๆ
 
แล้วไม่เข้าใจอีกอย่าง ถ้าไม่บริการในส่วนนี้ จะวางป้ายไว้ทับซองผ้าป่ารึไง ห๊ะ! ไอ้เราก็นึกว่าเหมือนที่สนามบิน ที่ไปบอกเค้าว่าจะไปไหน เค้าก็จัดแท๊กซี่ให้ ซึ่งส่วนตัวแล้ว คิดว่าไม่แพงเลย 150 บาท
 
สุดท้าย ต้องขึ้นรถแดงอินดี้ เพื่อเข้าบ้านพัก
 
บนรถมีผู้โดยสารสองคน ที่อยากจะถามว่า เอ็งมาเที่ยวกันเนี่ย มาแบบทริปหวังน้ำบ่อหน้าใช่ไหม โรงรงโรงแรม ที่พัก ไม่หามาก่อนล่วงหน้าอ่ะ
ไม่ใช่อะไรหรอกนะ ถ้าไม่ได้มาทำให้ชาวบ้านเค้าเสียเวลา เพราะคนขับรถแดง ต้องหาที่พักให้เอ็งสองคน
 
คือไม่ได้รีบไปไหน แต่ขัดใจว่ะ
 
แต่ก็นะ ช่างเหอะ อย่าไปเครียดมาก เดี๋ยวแก่เร็ว ฮ่าๆๆ
 
ได้ยินคนถามกันว่า เชียงใหม่ ไม่มีรถประจำทางเหรอ แบบ ขสมก. อะไรแบบเนี้ยะ ส่วนตัวก็อยากให้มีนะ แต่ถ้ามีจะขาดทุนไหม ใครจะขึ้น คนที่อยู่เชียงใหม่ ส่วนใหญ่เค้าก็ใช้มอเตอร์ไซค์ ไปไหนมาไหนกัน
 
นักท่องเที่ยวที่มา ก็ใช้รถแดงอินดี้ก็ได้ แต่เผื่อเวลาหน่อย ค่าโดยสาร อาจดูเหมือนแพงนะ แต่ผมไม่เคยจ่ายเกิน 50 บาท ซึ่งนานๆ ก็ขึ้นที นอกนั้นไปไหน ก็มอเตอร์ไซค์
 
สุดท้ายแระ อยากจะบอกว่า ชอบรถไฟแบบนอนมากๆ ถึงแ้ม้จะช้า ใช้เวลาเดินทางนาน แต่ก็ไม่ทำให้ปวดหลัง เหมือนนั่งรถทัวร์
 
ปล. ท่านที่บังเอิญเข้ามาอ่านเอนทรีนี้ อาจสงสัย ว่ารถแดงอินดี้ ที่ผมเรียก ทำไมต้องมีอินดี้ต่อท้าย?
คืองี้ครับ อินดี้ ก็มาจาก อินดิเพนเด้น (independence) ซึ่งก็คือ อิสระ และรถแดงเนี่ย เค้าวิ่งกันแบบอิสระ ผ่านได้ทุกที่ แต่จะถึงเมื่อไหร่ แล้วแต่ว่าผู้โดยสารทั้งหมดจะไปที่ไหนบ้าง
 
ผมกับแฟน เลยเรียกว่า "รถแดงอินดี้"
วันที่ 2 พฤษภาคม 2554 เป็นวันหยุดชดเชยวันแรงงาน เท่ากับว่า ได้หยุดงาน 3 วัน
 
ประกอบกับที่ไม่ได้ไปไหน ตอนสงกรานต์ ต้องอยู่แต่ในห้อง (ในห้องจริงๆ นะ ตอนกลางวันไม่ไปไหน สงกรานต์ใน กทม. หยั่งกะวันปล่อยผี วุ่นวายมาก)
 
ก็นึกขึ้นมาได้ ไปเชียงใหม่ดีกว่า ไหนๆ ก็หยุดสามวัน เลยลาพักร้อนบวกไป อีกสองวัน คือ 28-29 เมษายน สรุปแล้ว หยุด 5 วัน
 
ว่าแล้วก็จองตั๋วรถไฟไปเชียงใหม่ ที่แรกเลย ว่าจะจองเป็นตั๋วรถนอน แต่ด้วยความที่ว่าระหว่างรอไปขึ้นรถตอนเย็นวันที่ 28 ไม่รู้จะทำอะไร จะไปทำงาน ยังไงก็ต้องลาครึ่งวัน เพราะถ้าออกตามเวลาปกติ มีหวัง ได้เห็นแต่รางรถไฟ เพราะรถออกไปแล้ว
 
เอาวะ ไปกลางวันก็ได้ นั่งไป ดูอะไรไปเรื่อยๆ ระหว่างทาง กลางวันมันเ้ห็นอะไรเยอะดี
 
สรุปก็จองแบบเดินทางกลางวัน ทั้งไป-กลับ โดนค่าตั๋วไป 1,222 (แอบเลขสวยนะเนี่ย)
 
เช้าวันเดินทาง ตั๋วรถระบุว่า เวลาออกคือ 8.30 น. ก็ไม่ได้รีบอะไรมาก เพราะรู้ๆ กันอยู่แล้ว ว่ารถไฟไทยอ่ะ ช้าประจำ แต่ไปๆ มาๆ ดันไปถึงหัวลำโพง 7.00 ก็อ่ะ ไม่เป็นไร นั่งกินกาแฟ อ่านหนังสือรอ
 
8.15 น.
"ประกาศจากการรถไฟ ท่านผู้โดยสารที่ต้องการจะเดินทางไปเชียงใหม่ กับรถดีเซลรางด่วนพิเศษ ขบวนที่ 9 เมื่อได้รับตั่วแล้ว กรุณารอขึ้นรถที่ชานชลาที่ 10"
 
อ๊ะๆ อย่าคิดว่าจะจบแค่นี้
 
"รถไฟขบวนนี้ จะล่าช้ากว่าเวลาเดิมที่กำหนด การรถไฟขออภัยในความไม่สะดวก"
 
แล้วจะบอกให้ตูไปรอที่ชานชลาทำมะเขืออะไร ให้ไปเช็ดรางรอเหรอ ห๊ะ!?
 
รถเ้ข้าชานชลามาแล้ว ค่อยบอกก็ได้ รถไฟนะพี่ ไม่ใช่ รถเมล์ฟรี ที่ต้องคอยโบกให้จอด (บางทีคนขับแอ๊บทำเป็นไม่เห็นก็มีนะ)
 
เคว้งสิครับ ทีนี้ จะทำอะไรดี ก็ได้แต่เดินไป เดินมา ไปร้านหนังสือบ้าง ดูนั่นนี่ จนเบื่อ เข้าไปหาที่นั่งในชานชลาก็ได้วะ
 
พอเข้าไป ที่นั่งเต็ม ม้านั่งยาวมีคนอยู่ 1 คน แต่แม่งเสือกนอน แล้วไม่ใช่ผู้โดยสารด้วยนะ ส่วนอีกฝั่งของม้านั่งตัวเดียวกัน แดดส่องเต็มๆ
 
อยากจะหมุนม้านั่ง เอาด้านที่มีคนนอน หันไปทางแดดส่องแทน ตื่นมา จะได้ผิวแทน สวย(มั้ง)
 
อยากจะบอกว่า เมื่อก่อน สมัยเคยไปรับคน ถ้าไม่ใช่ผู้โดยสาร เดินเข้าไปไม่ได้นะ ต้องเสียตังค์ค่าเข้าด้วย
 
กลับมาเรื่องหาที่นั่งต่อ ก็เดินหาไปเรื่อยๆ จนจะปลายชานชลาแล้วมั้ง ถึงจะได้นั่ง เวลา ณ ตอนนี้ 9.00 น. นั่งไปได้ครึ่งชั่วโมง รถไฟมาแล้วว คุณพระช่วย! รอ อยู่ เกือบ 2 ชั่วโมงครึ่งได้มั้ง
 
รีบขึ้นรถ หาที่นั่ง แอร์เย็นๆ ค่อยสบายตัวหน่อย
 
รถออก ก็ไปตามทางของมันปกติแหละครับ ออก กทม. ไปเรื่อยๆ ทิวทัศน์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากที่มีแต่เมือง ตึก ก็เริ่มกลายเป็นหมู่บ้าน ท้องนาเขียวๆ ไปเรื่อยๆ จนถึง จังหวัดแพร่ ก็เริ่มเย็นละ ไม่แนใจ น่าจะเกือบๆ สี่โมงเย็น
 
ความระทึกใจแรก
ขณะที่รถกำลังไต่ขึ้นเขาสูงชัน อยู่ดีๆ เสียงเครื่องก็เบาลง และรถ ก็ค่อยๆ ถอยหลังกลับช้า แล้วหยุด แล้วก็ถอยหลังอีก สักพัก ได้ยินเสียงเร่งเครื่อง น่าจะเป็นการพยายาม จะเร่งเครื่องให้ผ่านตรงนี้ไปไ้ด้ พยายามกันอยู่หลายที กว่าจะผ่านได้
 
ระทึกใจครั้งที่สอง
ครั้งนี้ เริ่มนอยด์ละ เพราะไหนจะข้างนอกรถ ที่มืดมิด มองอะไรไม่เห็น ไม่รับรู้สถานการณ์ข้างนอก รถชลอตัวหน่อย ก็เริ่มคิด เกิดอะไรขึ้นวะ ตามประสาคนที่ไม่ชินกับการเดินทางแบบนี้
ครั้งนี้ รถจอดที่สถานีแม่ตานน้อยครับ เราก็อ่าน เฮ้ย เป็นอะไรอีก รถจอดได้สักครู่ เหมือนมีอะไรมากระแทกขบวนรถ ดังกึ้งงง
 
แอบมองไปข้างหน้า ได้ยินเค้าคุยกัน ว่า เค้าเพิ่มหัวรถจักรห้มันมีแรงดึงขึ้นดอยขุนตาล ซึ่งได้ชื่อว่าสูงชันและสลับซับซ้อน
 
ค่อยเบาใจหน่อย หายระทึกละ
 
หลังจากนั้น อะไรๆ ก็เริ่มดีขึ้น รถไฟก็วิ่งไปตามเส้นทางตามปกติ จนเข้าสู่สถานีลำพูน เชียงใหม่ตามลำดับ
 
การเดินทางครั้งนี้ ใช้เวลาทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง เลยมานิดหน่อย
 
จากที่จะถึง สองทุ่มครึ่ง กลับเป็น สามทุ่ม สี่สิบ
 
ถามว่าสนุกกับการเดินทางครั้งนี้ไหม
 
สนุกครับ ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ที่จนป่านนี้แล้ว เพิ่งรู้
 
ได้รู้ว่า เด็กนรก มีจริง นั่งอยู่เบาะแถวหน้า ผมเอง (แหกปากอยู่ได้ อยากเอายานอนหลับยัดปาก แล้วให้มันตื่นอีกที ปลายทาง)
 
ไ้ด้รู้ว่า คนที่พูดขอร้องครั้งเดียว แต่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง มีอยู่จริง อีคู่ผัวเมีย เบาะหลังผมเอง เหยียบที่เค้าเอาไว้พักขา(ซึ่งมันจะต่ออยู่กับเบาะข้างหน้า)วางขาเฉยๆ ไม่เป็นเป็นไรนะ แต่เสือกเขย่าขาอยู่ได้ เบาะที่ผมนั่ง มันก็สั่ง อยากจะถามว่า มึงเป็นพากินสันเหรอ กระตุกอยู่นั่น หรือว่าจะช่วยให้รถไฟ พุ่งเร็วๆ เลยช่วยเขย่าส่ง
 
แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นานแท้ๆ
 
สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างคือ
คู่เกย์ ไม่จำเป็นต้องดูดี เสมอไป อย่างชายคู่นึ่ง คนนึงสักเต็มตัวแบบเป็นเสื้อแขนยาวได้เลยเคราเฟิ้ม อีกคน ธรรมดาๆ ไม่มีอะไร ดูเผินๆ เหมือนจะไปทำงานด้วยกัน
 
พอรถออกเท่านั้นแหละ เริ่มนอน เริ่มมีซบ นั่งพิงอิงแอบกัน เอาหัวมาชนกันแล้วนอน หันมาดูอีกทีก็เปลี่ยนเป็นพี่หนวด ซบพี่ธรรมดา
 
รักกันแทบจะกลืนกิน
 
ไม่ได้อยากจะดูหรอกนะ แต่มันว่าง เลยขอสาระแนเรื่องชาวบ้านหน่อยละกัน
 
ขากลับ ยังไม่รู้ ว่าจะเจออะไรอีก
 
ปล. ขณะที่อัพบล็อกนี้ อยู่เชียงใหม่ อากาศน่านอนมาก โฮะๆๆ